ประเภทของหยก พร้อมเคล็ดลับการเลือกหยกอย่างไรให้ได้ของแท้

ประเภทของหยก พร้อมเคล็ดลับการเลือกหยกอย่างไรให้ได้ของแท้

            การเลือกหยก หยก (Jade) คือ อัญมณีที่อยู่คู่กับวัฒนธรรมจีนมาแต่โบราณ ซึ่งมีอายุมากกว่า 7,000 ปี โดยมีความเชื่อที่สืบต่อกันมาว่า หยก คือ อัญมณีแห่งสรวงสวรรค์ เป็นสิ่งที่ควรค่ากับองค์จักรพรรดิจนได้ชื่อว่าเป็นโอรสแห่งสวรรค์ หยกจึงถูกนำไปใช้เป็นเครื่องใช้ ในราชสำนักของฮ่องเต้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นตราประจำพระองค์ เครื่องประดับตกแต่ง รวมไปถึงของใช้ต่างๆ และภาชนะภายในราชวงศ์ โดยความหมายของหยกนั้น สื่อถึงอำนาจ บารมี และ ความศักดิ์สิทธิ์ในแผ่นดิน รวมไปถึงราชบัลลังก์ ชาวจีน จึงยกย่องให้หยกเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณธรรม 5 ประการ อันประกอบไปด้วย 1. สติปัญญา 2. กล้าหาญ 3. สมถะ 4. ใจบุญ และ 5. ยุติธรรม นอกจาก นี้ยังมีความเชื่อสืบต่อกันว่า หยกสามารถใช้ เป็นเครื่องรางที่จะช่วยนำพา สิริมงคลมาสู่ตัวผู้ใช้ได้ ทั้งในด้าน ความเจริญรุ่งเรือง โชคลาภ การงาน สุขภาพ ความมั่งคั่งร่ำรวย ฯลฯ

การเลือกหยก

บทความที่เกี่ยวข้อง ประเภทและความรู้เรื่องอัญมณี ที่หลายคนยังไม่เคยรู้มาก่อน

ประเภทของหยก 

การแบ่ง ประเภทของหยกนั้น สามารถแบ่ง ได้ตามหลักสากล  2  ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ 

     1.หยกเจไดท์ (Jedeite) 

  • หยกเจไดท์  เป็นหยกที่มีเนื้อแข็ง มีต้นกำเนิดจากหินแปร โดยมีส่วนประกอบเป็นแร่โซเดียม และอลูมิเนียม มักจะมีสีเขียวเข้มสด ซึ่งถือเป็นหยกประเภทที่มีคุณภาพสูง เพราะมีก้อนเนื้อแน่น ภายในประกอบด้วยผลึกขนาดเล็กอยู่รวมกัน ภายใต้โครงสร้างที่เรียกว่า แกรนนูล่า ที่มีความเหนียวสูง  มีค่าความแข็งแกร่งอยู่ที่ 6-7 สี ของหยกประเภทนี้เกิดจากการที่แร่ธาตุบางแร่ธาตุเจือปนอยู่ ทำให้สีภายในอาจจะมีความแตกต่างกันออกไป หากมีธาตุเหล็กผสมอยู่ ก็จะทำให้เกิดสีเหลือง หากมีธาตุแมงกานีสเป็น ส่วนประกอบ ก็จะทำให้เกิดสีม่วงหรือสีน้ำตาล อย่างไรก็ดี หยกประเภทเจไดท์ ถือเป็นหยกที่ ได้รับความนิยมจากชาวจีนเป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นหยกที่มี ราคาสูงเมื่อเทียบกับ หยกประเภทอื่น เพราะเป็นหยกที่หาได้ยาก และมีความสวยงามเฉพาะตัวอย่างมาก

     2.หยกเนฟไฟรท์ (Nephrite)

  • หยกเนฟไฟรท์  เป็นหยกที่มีเนื้ออ่อน โดยมีต้นกำเนิดจากหินแปร ที่มีการรวมกลุ่มกันของธาตุเหล็ก , ธาตุแมกนีเซียม และ ธาตุแคลเซียม มักพบเป็นผลึกกลุ่มที่มีขนาดเล็ก และ มีรูปเส้นใยเดียวกัน โดยมีค่าความแข็งแกร่งอยู่ที่ 6 – 6.5 นิยมใช้เป็นหยกสำหรับแกะสลักเป็นชิ้นงานต่างๆ เช่น รูปเทพเจ้าจีนหรือพระพุทธรูป ตัวสีของหยกประเภทนี้มีไม่หลากหลาย เท่าหยกเจไดท์ ส่วนใหญ่พบในลักษณะหยกสีมืด และไม่สว่างสดใสนัก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ หยกเนฟไฟรท์ เป็นหยกที่มีราคาที่ถูกกว่า และสามารถพบ ได้ทั่วไปมากกว่า หยกเจไดท์

การเลือกหยก-ของแท้

บทความที่เกี่ยวข้อง วิธีเลือกพลอย สุดยอดอัญมณีเลอค่า กับ 4 ปัจจัยในการเลือกสรรที่คุณต้องรู้ !

เคล็ดลับใน การเลือกหยก เลือกอย่างไรให้ได้หยกที่มีคุณภาพ 

สำหรับเคล็ดลับในการเลือกหยกเพื่อนำมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับนั้น มีหลักในการเลือกทั้งหมด 6 ประการดังต่อไปนี้ 

     1.เลือกจากแหล่งกำเนิดของหยก

  • สิ่งที่จะสามารถบ่งบอกว่าหยกชิ้นนั้นๆ มีคุณภาพสูงหรือไม่ ก็คือแหล่งกำเนิดที่ได้มา ซึ่งหยกนั้นได้จากแหล่งกำเนิดหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น จีนหรือพม่า โดยหยกที่มีคุณภาพสูงที่สุดก็คือ หยกที่พบได้ตามธรรมชาติจากประเทศพม่า ทั้งนี้ผู้ซื้อควรขอใบรับรองหรือใบเซอร์ทิฟิเคท ในการซื้อหยกด้วยทุกครั้ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าหยกที่คุณซื้อนั้นเป็นหยกที่มาจากพม่าแท้ๆ ไม่ใช่หยกปลอม หรือหยกที่ได้มาจากประเทศอื่นๆ 

     2.เลือกจากสีของหยก

  • โดยปกติ แล้วสีของหยก คือสีเขียว ซึ่งจะมีทั้งสีเขียวมรกต สีเขียวแกมเทา สีเขียวแกมเหลือง หรือสีเขียวแอปเปิ้ล สีของหยกที่ดีนั้น ควรมีความเข้มของสีอยู่ใน ระดับปานกลาง มีความสม่ำเสมอของสีกันทั่วทั้งเม็ด โดยควรสังเกตให้ถี่ถ้วนว่ารอบๆ ตัวเม็ดหยกจะต้องไม่มีจุดแต้ม หรือรอยด่างของสี ส่วนบริเวณใดของหยก ที่มีสีเขียวเข้มมากๆ มักจะได้รับการแกะสลัก หรือเจียระไนให้มีความบาง มากที่สุด เพื่อให้เกิดความโปร่งใส่บนตัวหยก ทำให้เกิดความสวยงามมาก ยิ่งขึ้นและ ส่งผลให้ขายได้ในราคาที่สูง มากยิ่งขึ้นด้วย ดังนั้น การสังเกตสีจึงเป็น สิ่งจำเป็นสำหรับผู้ซื้อ ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกคุณภาพ ของหยกชิ้นนั้นๆ ได้ 

      3.เลือกจากความโปร่งใสของหยก 

  • หยกที่ดีควร มีลักษณะของ เนื้ออัญมณีที่มีความ โปร่งแสง กึ่งโปร่งใสและโปร่งใส ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณ ของแสงแวดล้อม ว่าสามารถส่องผ่านทะลุไปได้มากน้อยเพียงไร ซึ่งความโปร่งแสง และโปร่งใส่ที่ว่านี้จะสัมพันธ์กับลักษณะของเนื้อแร่ เช่น หยกที่มีเนื้อผลึกละเอียดประสานกันแน่นภายใน ก็จะมีความโปร่งใสมาเป็นพิเศษ ส่วนหยกที่มีเนื้อผลึกแร่ค่อนข้างใหญ่หรือหยาบ เนื้อประสานกันได้ไม่ดี ก็จะไม่ค่อยมีความโปร่งใส่เท่าไรนัก ดังนั้น การเลือกซื้อหยกที่มีคุณภาพ ควรสังเกตหยกที่มีลักษณะ ความโปร่งใส จะทำให้ได้หยกที่สวยงามมากที่สุด 

      4.เลือกจากความวาวของหยก

  • หากหยกชิ้น ใดที่มีความวาวในลักษณะ คล้ายแก้ว ถือเป็นหยกที่มี คุณภาพดี มีเนื้อละเอียด มีความโปร่งใสสูง แต่ข้อเสียก็คือ เป็นหยกที่หาได้ค่อนข้างยาก และมีราคาสูง ส่วนหยกที่มีลักษณะความ วาวเหมือนขี้ผึ้งหรือน้ำมัน เป็นหยกที่มี ความโปร่งใสบ้าง แต่ไม่มากเท่าหยกที่วาวแบบแก้ว มองดูแล้วจะรู้สึกถึง ความนุ่มนวลอ่อนโยนเหมือนปุยนุ่น หยกประเภทนี้ จะมีราคาที่ถูกลงมา และหาพบได้ทั่วไปในท้องตลาด 

      5.เลือกจากการเจียระไน

  • ข้อสำคัญที่ขาด ไม่ได้ ในการเลือกหยกที่มีคุณภาพ คือเลือก จากการเจียระไน โดยหยกที่ดีจะมีการขัดมัน การแกะสลักรูปทรง ที่ได้สัดส่วน มีความสมบูรณ์แบบ ของรูปแบบ ความสมดุล และมีความเป็นเอกภาพ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวแต่ละ บุคคลว่าต้องการรูปทรง ในลักษณะไหน อีกทั้งยังสะท้อนถึง ความนิยมในยุคสมัยที่ต่างกันด้วย 

     6.เลือกจากความสะอาดของหยก

  • ความสะอาดของหยก ในที่นี้ หมายถึง ตำหนิ มลทิน รอยแตกร้าวต่างๆ บนตัวหยก โดยผู้เลือกซื้อจะต้องพิจารณา ในส่วนนี้เป็นสำคัญ เพราะถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อ ราคาและคุณภาพองตัวหยก หยกที่มีมลทิน มีรอยแตกร้าว มีรอยด่างของสี ตำหนิต่างๆ ทั้งภายนอกและ ภายในจะทำให้ความสวยงามลดล และมีราคาที่ถูกลงกว่าเดิม ดังนั้นหากคุณเลือกซื้อหยก ที่มีลักษณะของตำหนิหรือมลทิน ควรต่อราคาให้ถูกลงกว่าเดิม หรือเลือกหยกที่มีตำหนิที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า 

การเลือกหยก-ให้ได้ของแท้

         สำหรับใคร ที่กำลังมองหาซื้อหยกเพื่อใช้เป็นเครื่องประดับ หรือเก็บสะสมติดตัวเอาไว้เป็นเครื่องรางของขลังตามความเชื่อที่สืบทอดกันมา ควรเลือกและตรวจสอบหยกทุกชิ้นอย่างถี่ถ้วน ตามปัจจัยต่างๆ ที่เรานำมาฝากกัน เพื่อให้คุณได้เป็นเจ้าของหยกที่มีความสวยงาม มีคุณภาพคุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุด

อ้างอิง : pembagems.com/article/28/รู้จริงเรื่อง-หยกjade

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top